|
ภาคการประมงของประเทศไทยโดยพื้นฐานแล้วประกอบด้วยการจับสัตว์น้ำ และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ปัจจุบันการท่องเที่ยวทางทะเลและการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์กลายเป็นกิจกรรมทางทะเลที่สำคัญ ซึ่งช่วยสร้างงานและโอกาสในการทำงานนอกจากภาคประมงให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเล ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนนั้นด้วย ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมงกลายเป็นปัญหาร้ายแรงในปัจจุบันซึ่งส่งผลกระทบต่อรายได้และสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนประมงท้องถิ่น ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2525-2529) ปัญหานี้ได้ถูกนำมาพิจารณา ซึ่งยืนยันได้จากผลการจับสัตว์น้ำจากเรืออวนลากเป็นหลักฐานแสดงถึงความเสื่อมโทรมของทรัพยากรประมง เนื่องจากผลจับสัตว์น้ำมีจำนวนลดลงเรื่อย ๆ ซึ่งส่งผลกระทบในทางลบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ กรมประมงได้เป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาทรัพยากรประมงเสื่อมโทรม ซึ่งเริ่มดำเนินการในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534) จนถึงแผนฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549) ปัจจุบันนี้รัฐบาลไทยพัฒนาประเทศโดยการใช้แผนฉบับที่ 10 (พ.ศ. 2550-2554) โดยแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับนี้ได้นำปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ 9 เพื่อใช้ในการฟื้นฟูการประกอบอาชีพ ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี พ.ศ. 2540 ความพอเพียงในที่นี้มุ่งเน้นที่เรื่องการปฏิบัติ ด้วยความพอเพียง ความมีเหตุผล และภูมิคุ้มกันตนเอง
อย่างไรก็ตามทรัพยากรสัตว์น้ำมีความเสื่อมโทรมลง อันเป็นผลมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น ความต้องการทรัพยากรสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้นทั้งจากการบริโภคในประเทศและการส่งออกขายยังต่างประเทศ ส่งผลให้จำนวนของเครื่องมือประมงและเรือทำการประมงเพิ่มขึ้น การพัฒนาเทคโนยี่ทางการประมงอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการที่ชาวประมงบางส่วนขาดจิตสำนึกการทำการประมงอย่างยั่งยืน เช่น การลักลอบทำการประมงในพื้นที่และฤดูกาลที่ประกาศหวงห้าม การทำประมงด้วยเครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น จากสาเหตุดังกล่าวส่งผลให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว โดยทั่วไปชาวประมงปรับตัวกับสถานการณ์สัตว์น้ำที่เสื่อมโทรมลงได้ 2 วิธีหลัก ได้แก่
- เพิ่มขนาด และ/หรือ เพิ่มจำนวนของเครื่องมือประมง เช่น การเพิ่มจำนวนอวบปูพับได้จากไม่กี่ร้อยใบเป็นสี่พันถึงหกพันใบ การขยายความยาวคันรุนอวนรุนจนสามารถทำการประมงได้ถึงระดับความลึกน้ำ ๒๕ ถึง ๓๐ เมตร
- ดัดแปลงเครื่องมือประมงให้มีประสิทธิภาพสูงมากขึ้น การทำประมงอวนล้อมจับปลากะตักโดยใช้ไฟล่อ
เพื่อเป็นการติดตามการดัดแปลงเครื่องมือประมงให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเป็นพลวัตมีการเปลี่ยนแปลงตามสภานการณ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ เงินทุนของชาวประมง และปัจจัยอื่นๆ ทำให้เป็นการยากที่กฎหมายประมงจะใช้บริหหารจัดการทรัพยากรให้ทันต่อสถานกาณณืประมงได้ และอาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทรัพยากรสัตว์น้ำในอ่าวไทยในอนาคต รวมทั้งหากเครื่องมือประมงถูกเผยแพร่ไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านอาจส่งผลกระทบถึงทรัพยากรสัตว์น้ำทั้งภูมิภาคได้ในที่สุด จึงสมควรที่แผนกเทคโนโลยี่เครื่องมือประมง กองเทคโนโลยี่การประมง ซีฟเดค โดยความร่วมมือกับสถาบันวิจัยประมงทะเล กรมประมง จะได้ศึกษารูปแบบโครงสร้างเครื่องมือประมง วิธีการทำการประมง ข้อมูลทางเทคนิคอื่น ตามหลักมาตรฐานสากลซึ่งกำหนดโดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ รวมทั้งกลุ่มสัตว์น้ำที่จับได้จากการประมงแบบดังกล่าว เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากร และการเผยแพร่ข้อมูลปัจจุบันของเครื่องมือประมงกลุ่มที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำเหล่านี้ให้แก่ประเทศสมาชิกต่อไป
- เพื่อศึกษาสภาวะการทำการประมงของเครื่องมือประมงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดงล้อม
- เพื่อศึกษาสภาวะทางเศรษฐสังคมของเครื่องมือประมงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดงล้อม
- เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบลักษณะผลกระทบทางชีววิทยาและสิ่งแวดล้อมทีเกิดจากการทำประมงกลุ่มของเครื่องมือประมงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดงล้อม
1. การศึกษาผลกระทบจากการทำการประมงโป๊ะน้ำตื้นต่อสถภาวะสิ่งแวดล้อม บริเวณแหล่งทำการประมง จังหวัดพังงา-ภูเก็ต
เครื่องมือประมงที่ส่งผลต่อทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเครื่องมือประมงประจำที่ ได้แก่ โป๊ะน้ำตื้น ซึ่งมีการใช้แพร่กระจายในเขตชายฝั่งทะเลอ่าวไทย และฝั่งทะเลอันดามัน ถูกพิจารณาว่าเป็นเครื่องมือประมงที่ส่งผลกระทบโดยตรงทั้งต่อทรัพยากรสัตว์น้ำวัยอ่อน แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล การกีดขวางเส้นทางเดินเรือ หน่วยงานต่างๆของทางราชการได้แก่ กรมประมง กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมเจ้าท่า ฝ่ายปกครองส่วนท้องถิ่น ได้มีความพยายามดำเนินการร่วมกันในการลดจำนวนโป๊ะน้ำตื้นแต่ถูกคัดค้านโดยชาวประมงโป๊ะน้ำตื้น โดยชาวประมงให้เหตผลถึงการประกอบอาชีพโป๊ะเชือกมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ อีกทั่งไม่สามารถประกอบอาชีพอื่นๆได้ จึงไม่ต้องการที่จะเลิกทำการประมงโป๊ะน้ำตื้น การศึกษาประกอบด้วยการศึกษาสภาวะทางการประมง การศึกษาสภาวะทางเศรษฐสังคมประมง การศึกษาสถานภาพทางสิ่งแวดล้อม ทั้งทางด้านสัณฐานวิทยาและธรณีวิทยาของพื้นท้องน้ำ การเคลื่อนตัวของกระแสน้ำ และการศึกษาการแพร่กระจายของสารอาหาร อนุภาคแขวนลอยในแหล่งน้ำและคุณภาพน้ำทั่วไป
2. การศึกษาผลกระทบจากการใช้แสงไฟประกอบการทำการประมงบริเวณแหล่งทำการประมงอ่าวไทย
เป็นกิจกรรมการศึกษาวิจัยผลกระทบของการใช้แสงในการทำการประมง โดยเน้นปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยป็นหลัก โดยแนวทางการศึกษาจะมุ่งเน้นไปที่ขนาดกำลังแสงไฟล่อที่เหมาะสม ชนิดสัตว์น้ำที่จับได้จากการประมงประกอบแสงไฟ รวมทั้งดำเนินการศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องผลกระทบของแสงในส่วนของการใช้พลังงานฯ เพื่อหาแนวทางที่เป็นไปได้ในการปรับปรุงรูปแบบ วัสดุ และ/หรือวิธีการในการใช้แสงไฟกับการประมงเพื่อลดผลการทบต่างๆ กิจกรรมการทดลองประกอบขึ้นจากสามฝ่ายโดยความร่วมมือกับนักวิชาการทั้งจากกรมประมง สถาบันการศึกษา และชาวประมงร่วมในการศึกษา
งบประมาณดำเนินการที่สูงเนื่องมาจากการเป็นการทดลองในทะเล ซึ่งมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อีกทั้งการดำเนินนกิจกรรมการศึกษาต้องดำเนินการร่วมกับทีมวิศกรประมงของซีฟเดค ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ต้องดัดแปลงวัสดุอุปกรณ์เพื่อการเหมาะสมกับชาวประมงไทย ในการศึกษาวัสดุกำเนิดแสงที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยการวิจัยนั้นเป็นกิจกรรมภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่อยู่ในประเทศไทยเป็นหลัก ได้แก่ กรมประมง มหาวิทยาลัยฯ องค์การสะพานปลา(ประเทศไทย) ฯลฯ ส่วนผลงานที่ได้จากการศึกษาวิจัยจะถูกนำไปเผยแพร่ให้เป็นความรู้เพื่อสนับสนุนผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งในด้านการจัดการประมง เรือประมง และเทคโนโลยีการทำประมงประเภทที่ใช้แสงไฟฯ
ดาวน์โหลดสิ่งพิมพ์และรายงานต่างๆ
|